ภูมิแพ้ กับ PM 2.5

ภูมิแพ้ กับ PM 2.5

ภูมิแพ้ กับ PM 2.5

 

ด้วยสภาวะบรรยากาศในโลกเราทั้งหม่นหมอง และมีแต่อันตรายมากมาย ทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างมากวันนี้ และยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรค ภูมิแพ้ ได้อีกด้วย โดยบทความเราจะมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลต่อโรคภูมิแพ้ของเราเป็นอย่างมาก คือฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากเพียง 2.5 ไมครอน ทำให้ฝุ่นนี้สามารถเข้าจมูกไปยังหลอดลมใหญ่จนถึงหลอดลมขนาดเล็กในปอดได้

 

โรคภูมิแพ้คืออะไร?

 

                โรคภูมิ แพ้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย แล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าว ก็จะกระตุ้น ให้เกิดอาการ ซึ่งจะเกิดอาการเฉพาะในคนที่แพ้เท่านั้น ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ

 

 โรคภูมิแพ้เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย

 

  อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับ ชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น ซึ่งพยาธิสภาพนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงาน มากเกินไปทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่างๆ มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป ทำให้เกิดการตอบสนองที่มากผิดปกติของอวัยวะนั้น  เช่น

  • เป็นที่ตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis)
  • ที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ
  • หากเกิดที่หลอดลม เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด (asthma)
  • ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis)
  • เป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy)

 

โรคภูมิแพ้สามารถแบ่งได้เป็นกี่ชนิด?

 

โรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, โรคหอบหืด หรือหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้

ภูมิแพ้ผิวหนัง  เช่นโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้, โรคลมพิษ และโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคแพ้อาหาร

 

ฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อโรคภูมิแพ้อย่างไร?

 

ฝุ่นมีผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น มีอาการคัดจมูก จาม น้ำมูกไหลมากขึ้น ซึ่งยังส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้อีกด้วย เช่น มีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย หายใจติดขัด รวมถึงหายใจมีเสียงอี๊ดๆ ได้ และส่งผลต่อระบบผิวหนังอีกด้วย โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ผิวหนังอยู่เดิม จะทำให้เกิดอาการกำเริบ มีผื่นแดงขึ้นตามตัวมากขึ้นได้

 

ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น มีอาการอย่างไร

 

               ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น มักจะมีอาการคัน  จาม  คัดจมูก  น้ำมูกไหล  คันตา แสบตา  เคืองตา  น้ำตาไหล  คันคอ ไอ หรือหอบหืดในเวลากลางคืนหรือช่วงตื่นนอน ซึ่งเป็นอาการของโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ (โรคแพ้อากาศ และโรคหอบหืด) และตา (เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้)

 

วิธีการรักษาภูมิแพ้

 

ควรทำการล้างจมูก เพื่อเป็นการชะล้างเอาฝุ่น PM2.5 ที่เกาะอยู่บนผนังจมูกออกไป

 

และใช้ยารักษาภูมิแพ้ที่รักษาอยู่เดิมอย่างต่อเนื่อง เช่น  การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก หรือ การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นทางปากสำหรับโรคหอบหืด เป็นต้น

 

หรือควรรีบไปพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติดังกล่าว เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม และเริ่มการรักษา

 

เราจะกำจัดตัวไรฝุ่นได้อย่างไร

 

โดยการนำเครื่องนอนทุกชนิด เช่น ที่นอน หมอน ผ้าห่ม  มุ้ง ผ้าคลุมเตียง ออกตากแดดจัดๆ ทุกสัปดาห์ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที การที่นำเครื่องนอนไปตากแสงแดดจัด จะทำให้ตัวไรถูกฆ่าตาย ลดจำนวนลงได้

และควร ซักทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มุ้ง ผ่าห่ม  ผ้าม่านและผ้าคลุมเตียงด้วยน้ำร้อนประมาณ 60 องซาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 30 นาที อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง (สัปดาห์ละ 1 ครั้งได้ก็ยิ่งดี) เพื่อฆ่าไรฝุ่นที่อาศัยอยู่

สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ ไม่ควรใช้สาร เคมีที่ใช้ฆ่าตัวไรฝุ่นหรือสารเคมีที่ใช้ทำลายสารก่อภูมิแพ้ที่เกิดจากไร ฝุ่น เพราะมักทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ

วิธีแนะนำคือ ควรใช้ผ้าคลุมไรฝุ่น คลุมบนที่นอน หมอน       โดยผ้ากันไรฝุ่นบางชนิดที่ใช้วิธีทอให้เส้นใยถี่แน่น มีรูห่างของผ้าแคบมากจนตัวไรและมูลไม่สามารถเล็ดลอดได้  ผ้ากันไรฝุ่นบางชนิดใช้หลักการของการเคลือบด้วยสารฆ่าไรลงในเนื้อผ้าหรือบน ผิวผ้า      ผ้าหุ้มกันไรฝุ่นนี้ควรซักด้วยน้ำธรรมดาทุก 2 สัปดาห์  

เครื่องกรองอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศชนิดต่างๆ มีประโยชน์เฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่แขวนลอยในอากาศเท่านั้น ใช้ไม่ได้ผลกับตัวไรฝุ่น

ฝุ่น PM หรือ ไรฝุ่นละอองต่างๆมักเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ โดยโรคภูมิแพ้นั้นหากเป็นแล้วก็คงจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวายเป็นอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราทุกคน ดังนั้นการป้องกันการเกิดฝุ่นตามที่อยู่อาศัยก็เป็นเรื่องง่ายที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ทุกคน เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของตัวคุณเอง

หากต้องการอ่านเพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่

หรือ ที่นี่

บทความทั่วไป