crazefiles.com

ร้านค้าออนไลน์ ขายของทุกแบรนด์

Jan

13

ทายนิสัยจากวันเกิด

วันนี้เรามาลองทายนิสัยแต่ละวันเกิดกันดีกว่าว่าแต่ละบุคคลจะมีลักษณะแต่ละวันเกิดอย่างไรกันบ้างตามวันเกิดลองไปดูกันเลย   วันจันทร์ เริ่มจากนิสัยคนเกิดวันจันทร์กันดีกว่า มักมีลักษณะเป็นคนปากหวาน พูดเก่ง พูดไม่หยุด แต่ว่าช่างเอาอกเอาใจเรียกว่าคนปากเก่ง แต่ขี้น้อยใจอย่างมาก งอนง่ายหายไว ถ้าในเรื่องความรัก ทั้งหญิงและชาย ดูจะร้ายพอๆกัน เรียกได้ว่า ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้งเพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมาก ขี้รำคาญหงุดหงิด ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูด ไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลด ในหน้าที่การงานแต่ถ้าจะให้เหมาะ น่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้รับรองรุ่งสุดๆ ขออย่างเดียว อย่าเจ้าเล่ห์มากเกินไปพอ วันอังคาร ลักษณะคนเกิดวันอังคารมัก เป็นคนขยันยันแข็งคล่องแคล่ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้า ทะเยอทะยานสูง เรื่องรักละก็แอบร้ายค่อนข้างจะหลายใจ เรียกได้ว่าว่าเจ้าชู้ไม่เบา มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นใครก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อน และเอาแต่ใจตัวเอง หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการ หรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ อะไรประเภทนี้ จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลดลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานรุ่งแน่ วันพุธ ส่วนคนเกิดกลางสัปดารห์อย่างวันพุธละก็มักมีความกระตือรือร้น และอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยรอบคอบ ขยัน เป็นคนทำมาหากินเก่ง พูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใส ไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงาน จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่แต่เป็นหญิงแล้วไซร้ โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวล ละมุนละไม น่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญ อย่าบ้างานจนเกิดเหตุ วันพฤหัสบดี คนเกิดวันนี้มัก เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบ ละเอียดรอบคอบ และมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ เจ้ากี้เจ้าการนิดๆ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือ เป็นทนาย จะดี ในเรื่องความรัก ไม่อยากจะพูด จืดสนิท จะหาคำหวานสักนิดนั้นยาก ห่างไกลคำว่าโรแมนติก แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดีๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว วันศุกร์ คนเกิดวันนี้ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวล ช่างเอาอกเอาใจ ขี้อ้อน ให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ […]

Read More

Jan

06

 6 วิธี  เปลี่ยนนิสัยขี้หงุดหงิดง่ายๆ

                 นิสัยขี้หงุดหงิด ชอบเหวี่ยง ทำให้กลายเป็นคนใจเย็นอารมณ์ดีได้ ด้วยวิธีง่ายๆ ถ้าไม่อยากเป็นคนขี้หงุดหงิดจนคนรอบข้างต้องหันหน้าหนี ก็ได้เวลาเปลี่ยนแปลงตัวเองกันแล้วจ้า           เรื่องอารมณ์หงุดหงิด เหวี่ยง วีน เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใครออกใคร แต่ถ้าหากเกิดขึ้นกับใครบ่อยๆ ก็อาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกเบื่อหน่ายได้ เพราะคงไม่มีใครอยากจะอยู่ใกล้กับคนที่อารมณ์ไม่ดีตลอดเวลาหรอก ดังนั้นวันนี้เราจะมาเสนอวิธีง่ายๆ ที่ใครชอบมีนิสัยขี้หงุดหงิดจะเปลี่ยนนิสัยจากคนอารมณ์บูดๆ เป็นคนที่อารมณ์ดี และสดใสได้ตลอดทั้งวันมาฝาก รับรองว่าไม่ยากเกินไปที่จะทำ แค่เพียงเริ่มทำเท่านั้น      1.นอนให้พอ         การนอนไม่พออาจเป็นสาเหตุุที่ทำให้เราเป็นคนเจ้าอารมณ์ขี้หงุดหงิดได้ง่ายเพราะถ้าคุณนอนน้อยไปปจะทำให้ร่างกายไม่สดชื่นและอาจจะเปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนขี้หงุดหงิดได้ด้วย แค่คุณเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน นอนให้ครบวันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะทำให้คุณตื่นมาสดชื่นแจ่มใสไม่หงุดหงิดได้ง่าย      2.ผ่อนคลายลงบ้าง           ความเครียด เป็นสาเหตุหลักของอารมณ์หงุดหงิดเลยเชียวล่ะ ซึ่งความเครียดส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเกิดจากปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาทับถมดังนั้น แทนที่คุณจะไปเคร่งเครียดกับมันจนหัวระเบิด คุณก็แค่ทำใจให้เย็นลองแล้วหันกลับไปมองปัญหา ลองดูสิว่าปัญหาของคุณมีอะไรบ้าง และปัญหาใดที่คุณสามารถแก้ไขได้ ปัญหาใดที่คุณต้องยอมรับและร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้าง อย่าโทษตัวเองในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ให้บอกกับตัวเองว่าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณสามารถทำได้แล้ว เมื่อคุณสามารถใจเย็นลงได้ อาการหงุดหงิดของคุณก็จะลดลงไป      3.ดูแลตัวเองให้ดูดีกว่าเดิม          อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้คนเรามีนิสัยหงุดหงิดได้ง่ายๆ ก็คือภาพลักษณ์ของเราที่ดูไม่ดีนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน หรือผิวพรรณที่ไม่สดใส ทำให้ดูโทรมจนตัวเองยังต้องหงุดหงิด วิธีเหล่านี้แก้ไขได้ไม่ยาก แค่เพียงคุณหันกลับมาดูแลตัวเองโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายให้มากขึ้น เมื่อคุณมีร่างกายที่แข็งแรงแล้วคุณก็จะมีอารมณ์ที่ดีขึ้น นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงบุคลิกและภาพลักษณ์ตัวเองก็สามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกกับตัวเองได้อีกด้วย และเมื่อคุณชอบตัวเองมากขึ้น นิสัยขี้หงุดหงิด ก็จะหายไปอย่างแน่นอน      4.ทำในสิ่งที่ชอบ          เมื่อคนเรารู้สึกไม่มีความสุข ก็มักจะต้องการให้คนอื่นได้รับรู้ผ่านอารมณ์หงุดหงิด เหวี่ยง วีน ในขณะเดียวกันถ้าหากเรามีความสุข ได้ทำในสิ่งที่ชอบ จิตใต้สำนึกของคุณก็ต้องการแสดงออกให้ผู้อื่นรับรู้เช่นกันว่าคุณมีความสุข ดังนั้นแทนที่คุณจะปล่อยให้ตัวเองมีความทุกข์แล้วแสดงออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็หาอะไรที่ทำแล้วมีความสุขดีกว่าเนอะ เวลาที่อยู่กับคนอื่นๆ คุณจะได้รู้สึกยิ้มแย้มตลอดเวลาได้      5.ระบายออกมา       หลายคนมักกลายเป็นคนขี้หงุดหงิดก็เพราะไม่กล้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือการพูดออกมา ลองไปหาเพื่อนสักคนที่ห่วงใยคุณ ผลัดกันระบายถึงปัญหาที่พบเจอ ก็จะทำให้คุณรู้สึกสบายใจมากขึ้น แต่ถ้าหากปัญหาเหล่านั้นเป็นเรื่องที่คุณไม่สามารถบอกกับเพื่อนของคุณได้ ในปัจจุบันก็มีนักจิตบำบัดมากมายที่พร้อมจะช่วยรับฟังปัญหาของคุณ และเมื่อคุณได้ระบายออกมาจนสบายใจแล้ว ก็จะช่วยทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวในใจของคุณดีขึ้น        6.พบแพทย์           หากทุกวิธีที่แนะนำมาข้างต้นไม่สามารถทำให้คุณหายหงุดหงิดได้ วิธีสุดท้ายก็คือการไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรึกษาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะบางทีอารมณ์หงุดหงิดเหล่านี้ก็อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาสุขภาพที่คุณไม่รู้ตัวก็ได้ค่ะ ซึ่งการรักษาทางการแพทย์จะช่วยทำให้นิสัยขี้หงุดหงิดของคุณลดลงได้ค่ะ   […]

Read More

Nov

30

อาชีพเสริมขายถุงเท้า สินค้าที่ไม่ตกเทรนดี

          ใครที่เป็นแม่ค้าตลาดนัดนั้นขายอยู่ดีดีแล้ว อยู่ๆสิ่งนั้นกลับขายไม่ดี ลองคิดเปลี่ยนเป็นธุรกิจขายถุงเท้าดูบ้าง บางคนนั้นที่ไม่รู้จะทำอะไรขายลองขายถุงเท้าดู การขายเสื้อผ้านั้นก็ต้องลงทุนสูงเพราะว่าเสื้อผ้านั้นมีต้นทุนที่สูงพอสมควร แล้วถ้าใครนั้นมีเงินทุนน้อย ถ้าทุกคนกำลังพบเจอดับคำถามสิ่งเหล่านี้อยู่. ลองอ่านบทความนี้ดู ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากอย่างคนอื่นเค้า ขายได้ตลอดสินค้าไม่เสียหาย และสามารถสต๊อกได้นานสินค้าไม่เสียหา ก็คือการขายถุงเท้า           บางคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องขายถุงเท้ารึทำเป็นอาชีพเสริม ถุงเท้าเป็นปัจจัยของคนในปัจจุบันที่ต้องใช้เกือบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ ใช้ได้ที่รุ่นเลยก็ว่า กลุ่มเป้าหมายของถุงเท้านั้นก็เลยมีเป็นจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องช่วงซีซันที่จะต้องใช้ เพราะถุงเท้านั้นสามารถใช้ได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะเด็กที่ต้องใช้ไปโรงเรียน ไม่ว่าคนโตจะใส่ไปทำงาน คนแก่ก็ใสกันลื่น ซึ่งถุงเท้าเป็นสิ่งสำคัญกับคนปัจจุบันอย่างมาก ไม่ว่าจะอายุไหนก็ต้องใช้ คือให้เกือบทุกวันเลยก็ว่าได้ วิเคราะห์ เรื่องการตลาด ไม่ว่าจะเป็นคนสถาณะไหนก็ต้องใช้ถุงเท้ากันอยู่แล้ว ข้อจริงของถุงเท้าคือการขายได้เลื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องคิดมาก เพราะคนส่วนมากมักคิดว่าซื้อไปคงได้ใช้อยู่ดี เพราะคนหนึ่งอย่างน้อยต้องใช้วันละ1            ถุงเท้านั้นเสื่อมสภาพได้ง่ายมาก เป็นเรื่องปกติของการแต่งกายเสื่อมไปตามเวลาของมัน ถ้าถุงเท้าที่เก่าแล้วคนก็มักที่จะทิ้งเลย เพราะว่าถุงเท้านั้นมีราคาที่ไม่แพงเลยสามารถซื้อใช้ใหม่ได้ บางคนตุนไว้เป็นจำนวนมาก บางที่จัดโปรถุงเท้านั้นราคาเพียง10บาทเท่านั้น ถึงเท้านั้นลงทุนน้อยได้คืนกำไรได้เร็วมาก การขายไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่มันต้องใช้ทุนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เราไม่มีเงินทุนมาก แต่ก็ต้องลงทุน กำไรของถุงเท้านั้นก็ได้พอประมานกำลังดี           ถุงเท้าแฟนชั่นเดียวนี้ก็มีมากมายเป็นสินค้าอีกนึ่งที่น่าสนใจ และไม่ต้องควรว่าเงินที่เราทุนไปนั้นจะไม่ได้คืน ถ้าจะขายให้ได้กำไรมากๆต้องเน้นขายในราคาที่ถูกและขายเป็นจำนวนมากๆ ถ้าเรานั้นขายถูกกว่าผู้แข่งขันเรานั้นก็จะขายได้มากกว่า แต่ถุงเท้านั้นก็มีหลายเกรดนั้น ลายนั้นก็แตกต่างกันไปตามสินค้า ถ้าถุงเท้าบางหน่อยคู่ละ5บาทเท่านั้น แต่น่าจะใช้2ครั้งแล้วทิ้งได้เลย บางคู่ คู่ละ20 ก็หนากำลังพอดี เอาจริงการขายถุงเท้าแนะนำให้เป็นอาชีพสำหรับคนนั้นวางเวลาเสาทิตย์ ไม่ก็คนที่ไม่มีหนี้ไม่มีสิน เพราะบางทีการขายถุงเท้านั้นมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก เราไม่รู้ว่าเราจะขายได้ทุกครั้งมั้ย ถ้าทุกวันเราขายดี อยู่อยู่ก็มีอีกเจ้าใหม่มาขายนี้ก็เท่ากับเรานั้นมีคู่แข่งขันเพิ่มมาอีกราย ซึ่งเราก็ไม่อยู่ว่าในอนาคตจะมีอีกกี่เจ้า เรานั้นก็ต้องคิดวิธีที่จะขายให้ได้ดีกว่าคู่แข่งขันนั้น อาจจะราคาที่ถูกกว่า ไม่ก็มีลายให้เลือกเยอะกว่า สรุปได้ว่าถุงเท้าเป็นอะไรที่ขายได้ง่ายแต่ก็ไม่ขายได้ตลอด แม้เงินลงทุนจะน้อยได้ได้กำไรดีอยู่ ถ้าแม่ค้าคนไหนนั้นเข้ามาอ่านก็ลองหาแหล่งที่ผลิตที่ต้นทุนนั้นถูกกว่านี้ เพื่อกำไรที่มากขึ้นและรับจากโรงงานโดยตรง ต้นทุนก็จะประหยัดไปอีกเป็นจำนวนมาก ใครคิดว่าตัวเองนั้นเหมาะสมกับธุรกิจนี้ก็ลองขายดูกัน

Read More

Nov

26

สังคมหล่อหลอม

ในสังคมทุกวันนี้คุณอาจเคยพบเจอผู้คนมากมายและคนเหล่านั้นก็มีนิสัยสันดานที่ต่างกันออกไป บางคนดี บางคนไม่ดี คละเคล้ากันอยู่ทุกสังคม การมีฐานะดีไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นคนดี และการที่บางคนเกิดมาจนก็ไม่ได้แปลว่าเขาเหล่านั้นเลวร้าย ผู้คนชอบตัดสินกันผ่านรูปลักษณ์ภายนอก มักจะไม่คำนึงถึงจิตใจที่แท้จริงของคน การที่จะบอกได้ว่า คนนั้นเป็นคนดีหรือคนโน้นเป็นคนเลวเรามักจะตัดสินจากอะไรในปัจจุบัน ก็คงเป็นเรื่องการศึกษาใช่หรือไม่ คนที่เรียนจบสูงแปลว่าเป็นคนดี คนที่เรียนไม่จบคือคนเกเร ไม่มีความรับผิดชอบ นั่นหรือเปล่าที่เป็นตัวตัดสิน  มันไม่ถูกต้องเลย การศึกษาไม่ได้ปัจจัยหลักสำหรับการที่จะเป็นคนดีหรือเลว ปัจจัยหลักหรือปัจจัยแรกนั้น ก็คงมิพ้น สังคมที่อยู่อาศัย คุณสังเกตุไหม ทำไมผู้คนที่อาศัยอยู่ในสลัมส่วนใหญ่ถึงมีแต่คนขายยาเสพติด เสพยาเสพติด เพราะพวกเขาเหล่านั้นถูก สังคมหล่อหลอม  คำจำกัดความของประโยคที่ว่า สังคมหล่อหลอม ก็คือ หากคุณอาศัยอยู่ในสถานที่ไหน มีสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร คนในสังคมของคุณมีความประพฤติอย่างไร รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในสังคมอยู่ในรูปแบบไหน อาจจะไม่ใช่ทุกคน แต่คนส่วนใหญ่ก็จะผันแปรการใช้ชีวิตไปอยู่ในสภาพเดียวกัน ประพฤติปฏิบัติตัวเหมือนๆกัน  ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็นเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่นั้นก็ไม่ต่าง  ต่อให้คุณมีจิตใจที่ดีแค่ไหนถ้าไม่หนักแน่นพอก็อาจจะพ่ายแพ้ต่อสังคมที่คุณอยู่ร่วมก็ได้ ทางที่ดีหากไม่มองโลกในแง่ดีหรือโลกสวยมากนัก คุณก็คงจะสังเกตุได้ว่า ตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่ของคุณพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะส่งคุณเรียนโรงเรียนที่ดีให้ได้ มันจะเป็นเพราะอะไรหละ ทำไมพ่อแม่ต้องยอมเหนื่อยขนาดนั้น คำตอบก็คือพ่อแม่ของคุณต้องการซื้อสังคมให้คุณอยู่ ให้คุณมีชีวิตที่ดี เพื่อนที่ดี ก่อให้เกิดความประพฤติที่ดีในที่สุด ในยุคสมัยนี้ สมัยที่แค่มีเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง คนบางคนยอมจ่ายเงินหลักล้านเพียงเพราะต้องการให้ลูกได้เรียนหนังสือที่นี่  ได้มีคอนเน็กชั่นที่โรงเรียนแห่งนี้ คุณเคยรู้บ้างไหมว่าสมัยนี้ สถานศึกษาไม่ได้มีหน้าที่แค่เพียงให้ความรู้อีกต่อไปแล้ว มันยังเป็นธุรกิจอย่างดีด้วยเหมือนกัน คนที่อยู่ในฐานะเดียวกันก็มักจะอยู่ในสังคมเดียวกันโดยพื้นฐาน ฐานะในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า การมีเงินทองหรือความร่ำรวยแต่อย่างใด มันยังเหมารวมไปด้วยกับการศึกษา หน้าที่การงาน และหน้าตาทางสังคม  ไม่ได้หมายความว่าการที่อยู่ในสังคมที่ดีจะต้องเป็นคนดีเสมอไป บางคนก็แย่  ในทุกๆสังคมย่อมมีคนที่ดีและไม่ดีคละเคล้ากันไป เพียงแต่ว่าหากคุณได้อยู่ในสังคมที่ดีแล้วนั้น กฎเกณฑ์และบรรทัดฐานของสังคมเหล่านั้นมันก็อาจจะแฟร์ให้อิสระทางความคิดคุณได้ดีกว่าสังคมที่ไม่มีทางเลือก ดังนั้นหากคุณได้อยู่ในสังคมที่ดีที่แฟร์ คุณก็จะสามารถมีโอกาสเลือกทางเดินในชีวิตของคุณเอง ไม่ใช่ว่าทุกสังคมจะยอมให้คุณทำตามใจตัวเองหรอกนะ                  สุดท้ายนี้ หากไม่ได้มองโลกให้สวย แต่มองด้วยความเป็นจริง คุณจะเห็นได้ว่า สังคมไทยทุกวันนี้เป็นอย่างที่บทความนี้กล่าวอ้างเกือบทุกประการ คุณอาจเลือกเกิดไม่ได้ และบางทีสังคมมันก็อาจจะหล่อหลอมคุณไปแล้วว่าให้เป็นคนยังไง แต่ยังไงซะหากคุณมีความพยายามอย่างใจจริง มุ่งมั่น จะไม่ประพฤติตนตามคนในสังคมที่คุณไม่ชอบ ก็ไม่มีสังคมไหนที่ห้ามคุณได้หรอก ใช้ใจของคุณผลักดันตัวคุณเองให้หนีห่างจากสังคมเหล่านั้น เพื่ออยู่สังคมใหม่ที่ดีกว่า เป็นคนที่ดีกว่า  

Read More

Nov

24

นิทานเรื่อง ธรรมคำสอนของพ่อ

                    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า “ไท”   ไทเป็นเด็กที่มีนิสัยขี้โกรธ  แค่มีใครหรืออะไรทำให้ไทไม่ถูกใจ  ไทก็มักโมโหโทโสได้เสมอ ๆ  เมื่อคุณพ่อของไทเห็นลูกชายมีนิสัยเช่นนี้ คุณพ่อจึงอยากแนะนำบางสิ่งที่สำคัญมากให้ลูกได้รู้             เช้าวันหนึ่ง คุณพ่อเรียกไทมาพบแล้วชวนลูกชายว่า “เราไปเดินเล่นในป่ากันดีไหม?”  ไทดีใจมาก เพราะคุณพ่อไม่เคยชวนเขาเข้าป่าด้วยเลย เมื่อไทตอบตกลงและถามคุณพ่อว่า “ผมต้องเอาอะไรไปด้วยไหม”   คุณพ่อยิ้มแล้วหยิบก้อนหินรูปหัวใจก้อนเล็ก ๆ ออกมา  จากนั้น คุณพ่อก็บรรจงใส่ก้อนหินก้อนน้อยลงในกระเป๋าเสื้อของไท พร้อมกับบอกว่า “ไม่ต้องหรอก แค่ลูกดูแลหัวใจให้ดี ๆ ก็พอแล้ว”  เมื่อสองพ่อลูกพร้อม  ทั้งคู่ก็ออกเดินทางเข้าป่าด้วยกัน   ในตอนแรก ไทมีความสุขกับทุกสิ่งที่เขาได้เห็น เขาเดินตามพ่อและใช้มือข้างซ้ายแตะก้อนหินรูปหัวใจที่กระเป๋าเสื้อไม่ให้หล่นหาย  ในช่วงเวลาพ่อแม่ชอบเดินทางเข้าป่าลึกๆ  ไทก็เริ่มเหนื่อยและรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ช่างไม่ถูกใจเขาเอาเสียเลย “ทำไมพื้นในป่าถึงได้เดินยากแบบนี้นะ ทำไมอากาศถึงร้อนแบบนี้นะ  ทำไมลมไม่รู้จักพัดนะ  ทำไมสัตว์น่ารัก ๆ ไม่โผล่ออกมาให้เราเห็นบ้างเลยนะ”  ไทเดินไปบ่นไปด้วยความโมโห เมือพ่อฟังพ่อก็หันมายิ้มให้ไทพร้อมกับบอกว่า “อย่าลืมดูใจนะลูก  อย่าลืมดูแลหัวใจให้ดี ๆ”   ตอนนั้น ไทใจหายวาบ เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเขาลืมจับก้อนหินรูปหัวใจไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไทรีบใช้มือแตะที่กระเป๋าเสื้อ ซึ่งเขายังโชคดีที่ก้อนหินรูปหัวใจไม่ได้หายไปไหน ไทเดินตามพ่อต่อมาอีกสักพัก  ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่ามากเท่าไหร่  การเดินทางก็ยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น  เมื่อเดินมาถึงภูเขากลางป่า  ฝนก็ตกลงมา  คุณพ่อรีบพาไทไปหลบฝนในถ้ำเล็ก ๆ ไทโมโหฝนมาก  เขาจึงบ่นออกมาอีกครั้งว่า “ทำไมฝนต้องตกในวันนี้ด้วยนะ”             เมื่อคุณพ่อได้ยิน  คุณพ่อก็เตือนลูกชายว่า “อย่าลืมดูใจนะลูก  อย่าลืมดูแลหัวใจให้ดี ๆ”  ไทใจหายวาบอีกครั้ง เขารีบใช้มือแตะก้อนหินที่กระเป๋าเสื้อ และเขาก็ยังโชคดีที่ก้อนหินรูปหัวใจยังอยู่ในนั้น เสร็จสิ้นฝนตก  พ่อพาไทออกเดินทางต่อ  อากาศหลังฝนตกไม่ร้อนเหมือนก่อนหน้า แม้พื้นจะเฉอะแฉะ แต่การเดินบนพื้นเปียก ๆ ก็ชวนให้สนุกไปอีกแบบ  นอกจากนี้ ฝนยังทำให้ป่าดูสดชื่นกว่าเดิม    ที่สำคัญ ไทเห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ออกมาเล่นน้ำฝนที่ขังอยู่ตามพื้นเต็มไปหมดด้วย ไทเดินยิ้มอย่างมีความสุข แต่ทันใดนั้น […]

Read More