สาเหตุที่ทำให้หมดอารมณ์ทางเพศ

ปฎิเสธไม่ได้ว่าการมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้รู้สึกว่าช่วยเพิ่มความสัมผัสระหว่างคู่รักได้ แต่บางคนกลับ รู้สึกไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ ขึ้นมาโดยที่ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง วันนี้เราจึงได้รวบรวมสาเหตุที่อาจทำให้คุณรู้สึกไม่อยากมีเพศสัมพันธ์มาฝาก เพื่อให้คุณได้ลองสังเกตตัวเองกัน

สาเหตุที่ทำให้รู้สึกไม่อยากมีเพศสัมพันธ์

ปัญหาของห้องนอน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่าห้องนอน และเตียงนอนควรใช้สำหรับนอนและการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ควรนำเทคโนโลยีต่างๆ เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ เข้าไปไว้ในห้องนอน เนื่องจากมันจะทำให้คุณเกิดอาการไขว้เขว นอนไม่หลับ และส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ของคุณ

การใช้ยา

แน่นอนว่ามียาหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อความรู้สึกทางเพศได้ ไม่ว่าจะเป็นยาลดความดันโลหิต ยาลดความวิตกกังวล ยาลดกรดไหลย้อน ยาแก้แพ้ รวมไปถึงยาแก้ซึมเศร้า ซึ่งถ้าคุณใช้ยาเหล่านี้แล้วทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ คุณควรจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นการใช้ยาคุมกำเนิดก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ในผู้หญิงบางคนได้เช่นกัน เนื่องจากมันเข้าไปทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรนต่ำ

ไม่มีเวลาว่าง

บางคนอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันไปกับการทำงาน ดูแลครอบครัว ทำอาหาร ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเครียด และส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความรู้สึกทางเพศโดยเฉพาะ นั่นจึงทำให้คุณอาจมีความรู้สึกไม่อยากมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นนั่นเอง การปลดปล่อยความเครียดที่ดีวิธีหนึ่งก็คือการแช่ตัวในน้ำที่มีน้ำมันหอมระเหย เพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย

นอนไม่หลับ

จากข้อมูลพบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาในการนอนได้มากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า และการนอนไม่หลับมีผลกระทบอย่างมากต่อความรู้สึกทางเพศ แต่บางครั้งการนอนไม่หลับก็อาจส่งผลทำให้คุณมีเพศสัมพันธ์มากเกินไปได้เช่นกัน เนื่องจากการนอนไม่หลับนั้นจะมีผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศ เช่น เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน 

 ไม่มั่นใจในรูปร่าง

ถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับเรื่องของรูปร่างและร่างกาย หลายคนไม่อยากมีเพศสัมพันธ์เพราะรู้สึกประหม่าเกี่ยวกับร่างกายของตัวเอง เพราะการที่จะรักษารูปร่างให้ดูดีถือว่าเป็นเรื่องที่ยากสำหรับบางคน แต่คุณก็สามารถทำให้ร่างกายดูดีขึ้นได้ด้วยการเรื่องเสื้อผ้าหรือชุดชั้นในให้เหมาะกับตัวเอง รวมถึงมันอาจจะทำให้คุณดูเซ็กซี่ขึ้นได้

ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ

1 ใน 3 ของผู้หญิงมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะระหว่างมีเพศสัมพันธ์ บางครั้งอาจจะทำให้เกิดการปล่อยปัสสาวะจำนวนเล็กน้อยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาการนี้อาจทำให้รู้สึกไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ขึ้นมาได้ เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวสำหรับผู้หญิง

ใกล้วัยหมดประจำเดือน

ในช่วงก่อนวัยหมดประจำเดือนฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ทั้งเนื้อเยื่อช่องคลอดที่ละเอียดอ่อนก็จะเกิดความแห้งกร้าน มีน้ำหล่อลื่นน้อยลง และทำให้เกิดความเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดอาการไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ขึ้นได้ นอกจากนั้นช่วงวัยหมดประจำเดือนอาจทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เนื่องมาจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น อาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน ความหวาดกลัวเกี่ยวกับการแก่ตัว รวมไปถึงการมีประจำเดือนที่ไม่ปกติอีกด้วย

มีลูกๆ อยู่ด้วยตลอดเวลา

สำหรับคู่ที่มีลูกด้วยกันแล้ว มันอาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าที่จะต้องมีเพศสัมพันธ์กัน เรื่องจากใช้เวลาทั้งหมดไปกับลูกหมดแล้ว ทางที่ดีคือควรกำหนดวันสักหนึ่งวันที่จะฝากลูกๆ ไว้กับพี่เลี้ยงหรือครอบครัว จากนั้นจะได้มีเวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกันมากขึ้นนั่นเอง

ไม่เปิดใจคุยกันในเรื่องเพศ

แน่นอนว่าการพูดคุยกันเรื่องเพศอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไรดีเมื่อต้องพูดถึงสิ่งที่ต้องการ แต่การเปิดใจคุยกันมันอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ในเรื่องเซ็กส์ดีขึ้นนั่นเอง ยังไงก็ลองสังเกตุตัวเองและคู่รักของเราเพื่อให้ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นมาได้ในภายหลัง

 

หยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ 

ตับ ทำหน้าที่ 500 กว่าอย่าง เช่น กำจัดสารพิษ ฟอกเลือด เปลี่ยนแปลงสารอาหารเป็นพลังงาน กักเก็บวิตามินและแร่ธาตุ เป็นต้น เนื่องจากตับมีความสำคัญขนาดนี้ เราจึงควรหันมาดูแลสุขภาพตับและหยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ 

ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์มีผลเสียกับตับ ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งทำร้ายตับมาก ถ้าคุณอยากเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าประวัติคนในครอบครัวของคุณเคยมีอาหารแอลกอฮอลิซึม หรือโรคเกี่ยวกับตับ คุณควรหลีกเลี่ยงและดื่มเครื่องเหล่านี้ในปริมาณน้อยๆ

ดื่มน้ำไม่มากเพียงพอ

ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วต่อวัน คือสิ่งที่เราเรียนรู้มานาน การดื่มน้ำในปริมาณไม่มากพอจะส่งผลถึงการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ ถ้าตับสูญเสียความชุ่มชื้นมันก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ แล้วยังทำให้เสี่ยงต่อการป่วย ดังนั้นควรดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายต้องการและควรจะเป็นน้ำที่มาจากแหล่งน้ำที่สะอาด

สูบบุหรี่

นอกจากส่งผลต่อปอดแล้วยังสามารถส่งผลถึงตับได้ด้วย การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ และยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำร้ายร่างกายอีกด้วย

น้ำหนักตัวมากเกินไป

ผลที่ตามมาจากการมีน้ำหนักเกินคือไขมันที่จะตามมาเกาะอยู่ที่ตับ ทำให้เกิดอาการไขมันพอกตับ แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์แต่การกินของที่มีไขมันมากก็ส่งผลต่อตับไม่แพ้แอลกอฮอล์ การเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์สามารถแก้ปัญหานี้ได้

กินน้ำตาลมากเกินไป

ปัจจุบันมีการรณรงค์เกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น กล่าวถึงโทษของน้ำตาล และแนะนำปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน แต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าน้ำตาลส่งผลให้เกิดโรคตับได้ ในขณะที่เซลล์ในร่างกายสามารถเผาผลาญกลูโคสได้ แต่ตับเป็นอวัยวะเดียวที่สามารถกำจัดฟรุกโตสได้ ดังนั้นถ้าเราทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากเกินไปจึงเป็นการทำร้ายตับ เราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไซรัป โซดา ขนมอบ ฯลฯ แล้วหันมาบริโภคผลไม้แทน

กินอาหารที่เพิ่มน้ำตาลในเลือด 

ตับจะทำงานตอนกลางคืน ดังนั้นการกินอาหารมื้อใหญ่ๆ ก่อนเข้านอนจะทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น ลองกินแคร์รอตหรือบีทรูทในมื้อเย็นจะช่วยตับทำความสะอาดสารพิษได้

บริโภคไขมันทรานส์

ถ้าคุณมีปริมาณคอเลสเตอรอลเกิน คุณอาจเคยได้ยินหมอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ไขมันทรานส์เป็นตัวช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลและ LDL  ขนมอบจำพวกเบเกอรี่ ขนบขบเคี้ยว ป๊อบคอร์น ของทอด เหล่านี้ล้วนมีไขมันทรานส์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลงเพื่อให้ตับไม่ต้องทำงานหนัก

 รับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร

อาหารเสริมและสมุนไพรหากทานในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถเข้าไปทำอันตรายตับได้ ถึงบางอย่างจะเคลมว่าทำมาจากธรรมชาติล้วนๆ ก็ส่งผลเสียต่อตับได้ ตับมีหน้าที่กรองสารพิษ ถ้าอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่คุณทานมีส่วนผสมที่ไม่ปลอดภัยก็จะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น

ไม่ตรวจเช็กสุขภาพตับ

เรามักให้ความสำคัญกับหัวใจและคอเลสเตอรอล เวลาตรวจร่างกายก็จะเลือกโปรแกรมตรวจที่มีออปชั่นตรวจหัวใจและคอเลสเตอรอลด้วย จึงไม่ได้ให้ความสนใจต่อการตรวจสุขภาพตับ ทั้งที่จริงแล้วตับก็มีสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นเลย ลองไปเช็กดูบ้างว่าค่าตับของเราเป็นอย่างไร

 

กินวิตามินยังไงให้ขาว

สำหรับสาวๆที่รักสวยรักงามกันละก็ต้องมาฟังทางนี้สำหรับการทานวิตามินยังไงให้ขาวเราจะพาไปเรียนรู้ดูและศึกษาวิตามินกัน ไปดูกันได้เลยย

วิตามินซี (Vitamin C) ถือเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ โดยที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เองค่ะ จำเป็นต้องรับจากอาหารเท่านั้น โดยอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีส่วนมากแล้วมักพบในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว รวมถึงผักบางชนิดก็มีวิตามินซีอยู่เช่นเดียวกัน เช่น บร็อคโคลี มะเขือเทศ ผักโขม เป็นต้น

วิตามินซี นั้นช่วยสร้างเสริมให้ร่างกายในหลายๆ ด้าน ทั้งช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารต่างๆ วิตามินซีถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยลดริ้วรอยบนผิวได้ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวให้สุขภาพดีขึ้นและช่วยให้ขาวขึ้นได้หากมีการกินร่วมกับวิตามินตัวอื่นค่ะ ซึ่งวิตามินหรืออาหารเสริมที่ควรกินคู่กับวิตามินซีเพื่อการบำรุงผิวนั้น มีดังนี้ค่ะ

1. กินวิตามินซีคู่กับกลูต้าไธโอน

เมื่อเรากินวิตามินซีคู่กับกลูต้าไธโอนแล้วนั้น วิตามินซีจะเข้าไปช่วยกลูต้าไธโอนจับสารอนุมูลอิสระค่ะ ซึ่งส่งผลให้เรามีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นและริ้วรอยลดลงได้ นอกจากนี้วิตามินซียังเข้าไปช่วยกระตุ้นให้กลูต้าไธโอนให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายผลิตเม็ดสีผิวเข้มลดลงและส่งผลให้เรามีผิวที่แลดูขาวขึ้นได้ค่ะ โดยวิธีการกินคู่กันคือ กลูต้าไธโอน 500 mg/วัน และวิตามินซี 1000 mg/วัน และแบ่งกิน 2 เวลาคือก่อนอาหารเช้า – เย็น กลูต้าไธโอน 250 mg/ครั้ง และวิตามินซี 500 mg/ครั้ง ส่วนสำหรับใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือรู้สึกแสบท้องได้ง่าย แนะนำให้กินวิตามินซีหลังอาหารส่วนกลูต้าไธโอนก็ให้กินก่อนอาหารเหมือนเดิมค่ะ

2. กินวิตามินซีคู่กับคอลลาเจน

วิตามินซีช่วยร่างกายให้ดูดซึมคอลลาเจนได้ดีขึ้นค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วคอลลาเจนจะช่วยให้ผิวของเรามีความแข็งแรง ช่วยลดริ้วรอย นอกจากนี้คอลลาเจนยังช่วยบำรุงเส้นผมและเล็บให้แข็งแรงได้อีกด้วย การกินวิตามินซีคู่กับคอลลาเจนจึงเป็นการช่วยทำให้คอลลาเจนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยวิธีการกินเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ กินก่อนอาหารเช่นเดียวกับการกินวิตามินซีคู่กับกลูต้าไธโอนค่ะ

ถึงแม้ วิตามินซี จะเป็นวิตามินที่ร่างกายได้รับตามธรรมชาติอยู่แล้วทุกวัน แต่การกินวิตามินซีในรูปแบบของอาหารเสริมก็ควรต้องได้คำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรนะคะ เนื่องจากการกินวิตามินต่างๆ เหล่านี้หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปและนานเกินไปก็มีโอกาสทำให้เราเสี่ยงกับโรคได้ค่ะ

 

อาหารบำรุงผิว

สาวๆ คนไหนก็อยากมีผิวเปล่งปลั่งสดใสดูสุขภาพดีทั้งนั้น และผิวที่ดูสวยสุขภาพดีจริงๆ คือผิวที่สวยมาจากภายใน ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และที่ขาดไม่ได้ คือ อาหารบำรุงผิว ที่ช่วยทั้งบำรุงผิวพรรณ ชะลอความแก่ ลดสิว และ ริ้วรอย ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งขึ้นอย่างธรรมชาติวันนี้เราจะมาดูอาหารบำรุงผิวกัน

มะเขือเทศ

มะเขือเทศมีสารไลโคปีน ที่มีวิตามินหลายหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค วิตามินเอ และวิตามินซี ซึ่งช่วยลดฮอร์โมน ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำแล้ว ยังมีเบตาแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการปกป้องผิว จากรังสี UV ป้องกันไม่ให้แสงแดดมาสร้างความเสียหายให้กับผิว ป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอย ต้านการอักเสบของผิว แถมยังช่วยให้ผิวดูขาว เปล่งปลั่ง และกระจ่างใสอีกด้วย

ปลาทะเล

ปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงมีอยู่ใน ปลาแซลมอล ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีน ปลาทูน่า โอเมก้า และ คอลลาเจนในปลาเหล่านี้ จำเป็นต่อผิวพรรณมาก เพราะจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น และลดการอักเสบ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุอย่างสังกะสี ที่ช่วยกำจัดสิว และ อาการระคายเคือง บำรุงผิวให้เต่งตึง ดูสดใส และมีออร่าจากภายในได้

ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ

ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วแดง เมล็ดทานตะวัน และอัลมอนด์ ที่มีเบต้าแคโรทีน กรดไขมันโอเมก้า 3 สังกะสี วิตามินอี และวิตามินบี 12 ที่ต่างก็ช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ และปกป้องผิวจากรังสี UV รวมถึงแร่ธาตุ และ วิตามินอื่น ๆ อย่าง วิตามินบี ซีลีเนียน และวิตามินซี ที่ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลงชะลอการเกิดริ้วรอยได้ดีเลย

น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเองมีสารต้านอนุมูลอิสร และสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียได้ รวมถึงมี Humectant ซึ่งจะทำการดึงดูดน้ำ และความชุ่มชื้นเข้าสู่ผิว สาวๆ หลายคนชอบใช้น้ำผึ้งมาส์กหน้า แต่การทานน้ำผึ้งเป็นประจำ ก็ช่วยบำรุงผิวอีกทางได้เหมือนกัน

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และสตรอว์เบอร์รี ต่างก็อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยบรรเทาไข้หวัด และสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยลดการเสื่อมของเซลล์ผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV รวมถึงช่วยกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวพรรณดูขาว ใส เปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย

เบต้าแคโรทีน

เบต้าแคโรทีนจากผัก และ ผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง และแดง อย่างแครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน แตงโม แคนตาลูป มะละกอสุกนั่นเอง รวมถึงผักที่มีสีเขียวหลายชนิดด้วย เช่น บล็อกโคลี่ มะระ ผักบุ้ง คะน้า เป็นต้น

นมถั่วเหลือง

แหล่งโปรตีนชั้นดีขาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะมีช่วยในการซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอแล้ว นมถั่วเหลืองยังมีสารไอโซฟลาโวน ที่เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว สารนี้จะเปลี่ยนเป็น ไฟโตรเอสโตรเจน ซึ่งมีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้ผิวดูข่าวกระจ่างใสขึ้น แถมถ้าดื่มนมถั่วเหลืองเป็นประจำ ยังทำให้ผิวนุ่มเนียนขึ้นมาได้ด้วยนะ ลองดื่มดูสิ

น้ำเปล่า

การดื่มน้ำเปล่า ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้นขึ้น เปล่งปลั่ง เนียนนุ่ม น่าสัมผัส และยังช่วยขับสารพิษ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว ฝ้า กระ ทำให้ผิวหมองคล้ำ ออกจากร่างกาย และทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้น ทำให้เปล่งปลั่งจากภายในสู่ภายนอกยังไงล่ะ

อยู่หน้าจอนานระวังอาการตาพร่ามัว

    อาการตาพร่ามัวอาจมาจากการมองจอนานๆโดยอาการนี้เป็นอีกหนึ่งปัญหาของการมองเห็นผิดปกติ ผู้ป่วยจะมองภาพไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพเลือนลาง ถ้าหากเป็นมากจะไม่สามารถจำแนกได้ว่าภาพนั้นคืออะไร ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง อาการตาพร่ามัวยังเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางอย่าง ที่ทำให้เกิดภาวะพิการทางสายตาได้ อาทิ โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น อาการตาพร่ามัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากได้รับการรักษาภายในเวลาที่เหมาะสม อาการดังกล่าวก็สามารถหายได้และป้องกันการเกิดโรคร้ายที่รุนแรงได้

ลักษณะของอาการตาพร่ามัว

การมองเห็นที่ผิดปกติในลักษณะของการมองภาพไม่ชัดเจน วัตถุเดิมที่เคยมองเห็นชัดเจนกลายเป็นภาพเบลอ ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดภายในเวลาสั้น ๆ เช่น เคยวัดค่าสายตาพบว่าสั้นน้อยหลังจากนั้นไม่กี่เดือนกลายเป็นสั้นมากมองเห็นแสงสะท้อน เช่น ขณะขับขี่ยานพาหนะเห็นภาพสะท้อนจนไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ หรือมองพระจันทร์แล้วเห็นเป็นเงาสะท้อน เป็นต้น มองเห็นเป็นฝ้ามัว มองตัวหนังสือไม่ชัดเจน ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ มองภาพสีสดใสกลายเป็นสีจาง มองภาพแคบลง เดินชน หรือขับรถชน

ความรุนแรงของอาการตาพร่ามัว

อาการตาพร่ามัว เป็นสัญญาณของความผิดปกติทางตา อาจนำไปสู่โรคต้อ ทั้งต้อกระจกและต้อหิน ที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดได้ในอนาคต หากได้รับการรักษาทันเวลาจะสามารถป้องกันอาการต้อรุนแรงได้ แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจทำให้ตาบอดได้

วิธีทดสอบอาการตาพร่ามัวเบื้องต้น

  • ผู้ทดสอบยืนห่างผู้ป่วย 3 เมตร
  • ให้ผู้ป่วยปิดตาหนึ่งข้าง
  • ผู้ทดสอบชูนิ้วให้ผู้ป่วยดู
  • สอบถามผู้ป่วยว่าเห็นกี่นิ้ว และให้ผู้ป่วยตอบตามที่มองเห็น เพื่อทดสอบการมองเห็น
  • หากคำตอบของผู้ป่วยไม่ตรงกับจำนวนนิ้วที่ชู หมายถึงตาข้างนั้นมีอาการพร่ามัวค่อนข้างมาก

อาการตาพร่ามัว

อาการตาพร่ามัวบางรายอาจไม่สามารถมองเห็นได้เลย ต้องใช้มือคลำเพื่อช่วยเหลือตัวเอง เกิดจากเลนส์ตากลายเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ หรือในบางรายเป็นสีขาวขุ่น เปลือกหุ้มเลนส์พร้อมที่จะรั่ว หากเลนส์รั่วจะส่งผลให้น้ำโปรตีนในเลนส์ออกมาและกลายเป็นต้อหินได้ อาการระดับนี้เกิดจากการปล่อยทิ้งไว้นาน โดยไม่ได้รับการรักษาก็อาจลุกลามได้

ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดตาพร่ามัว

แสงแดด แสงจากหน้าจอมือถือหรืออุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ  สารพิษและยาบางชนิด  รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ร่างกายขาดวิตามิน ไม่รับประทานผักผลไม้ อุบัติเหตุต่อตา การสูบบุหรี่  การติดเชื้อในตา เป็นต้น.

 

ดูแลเด็กให้ห่างไกล COVID-19

วิธีดูแลเด็กให้ห่างไกล COVID-19

COVID-19 กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ทั่วโลก ซึ่งในประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์น่าเป็นห่วง โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสสูงขึ้นเรื่อยๆ สร้างความกังวลให้กับทุกคนในประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ถึงแม้จะเคยได้ยินมาว่า เด็กเล็กไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก และมีอันตรายน้อยกว่าผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ แต่ก็มีโอกาศเสี่ยงเช่นกัน กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการติดโรค COVID-19 สำหรับเด็กว่าจากข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงปัจจุบัน พบว่าผู้ใหญ่มีโอกาสป่วยเป็นโรค COVID-19 ได้มากกว่าเด็ก เนื่องจากผู้ใหญ่มีการดำเนินชีวิตด้วยการออกไปข้างนอกบ้าน ต้องพบปะผู้คน ในขณะที่เด็กจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน จึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำกว่าผู้ใหญ่ และยังพบว่าเด็กที่ป่วยเป็น COVID-19 มักมีผู้ใหญ่ภายในบ้านเป็นผู้รับเชื้อไวรัสมาแพร่สู่เด็ก ผู้ใหญ่ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค COVID-19 ในเด็ก จะช่วยให้เด็กในครอบครัวปลอดภัยจากโรค COVID-19 ได้

โรค COVID-19 ในเด็ก

COVID-19 ในเด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่ พบว่าในผู้ที่มีอายุน้อยมีการเสียชีวิตไม่ถึง 1% ของผู้ป่วย และผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมักจะเป็นผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคปอด โรคมะเร็งเป็นต้น แต่ก็ยังมีเด็กกลุ่มเด็กที่ยังเล็กมาก  เช่น เด็กทารก เป็นอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงรุนแรง ซึ่งความอันตรายคืออาการที่ทำให้ปอดบวมรุนแรง ขาดออกซิเจนหายใจลำบาก จนต้องเข้า ICU และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือมีภาวะแทรกซ้อนต่อระบบอื่นของร่างกาย เช่น ช็อก ตับอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ เป็นต้น

อาการการติดเชื้อ COVID-19 ในเด็ก

ไข้หวัดธรรมดา เชื้อไวรัสมักจะติดอยู่แค่ทางเดินหายส่วนบน ทำให้มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอ จาม คัดจมูก แต่เชื้อ COVID-19 ใกล้เคียงกับไวรัส RSV ในเด็กเล็ก เชื้อไวรัสมักจะเดินทางลงไปที่ทางเดินหายใจส่วนล่างส่งผลทำให้หลอดลมอักเสบ ปอดบวม เด็กๆ ก็จะมีไข้ตัวร้อนเจ็บคอ อาจจะมีหรือไม่มีน้ำมูก คัดจมูก แต่จะมีอาการไอแห้ง ไอเยอะ ไอรุนแรง ซึ่งแสดงถึงหลอดลมและปอด อาจเกิดปอดบวม และหายใจล้มเหลวได้เช่นกัน 

การแพร่กระจายเชื้อCOVID-19ในเด็ก

การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาจะเหมือนไข้หวัด โดยเชื้อโรคจะอยู่ในสารคัดหลั่งต่างๆ น้ำลาย เสมหะ เป็นต้น ซึ่งจะสามารถแพร่เชื้อได้เมื่อมีอาการไอ จาม หรือพูดคุยอยู่ในระยะที่ใกล้กัน เมื่อมีน้ำลายกระเด็นใส่หรือเป็นละอองฝอยลอยอยู่ในอากาศ รวมถึงการใช้ภาชนะร่วมกัน รับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่มีช้อนส่วนตัวซึ่งเป็นช้อนสำหรับตักอาหาร ซึ่งเชื้อไวรัสนั้นสามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายของเด็ก ๆ ได้ 3 ช่องทาง คือ ตา จมูก  ปาก 

รักษาอย่างไร

การรักษาตามอาการ รับประทานยาลดไข้ เช็ดตัว ระวังไม่ให้ไข้สูงและชัก หรือการกินยาแก้ไอละลายเสมหะ เป็นต้น ซึ่งพบว่าเด็กที่เป็นโรค COVID-19 จะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดาที่ไม่รุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้การรักษา ซึ่งจะใช้ยาต้านไวรัสร่วมกับยาฆ่าเชื้อ ตามแนวทางการปฏิบัติของโรคติดเชื้อในเด็ก

 ดูแลเด็กอย่างไรไกลโรค COVID-19

ต้องเริ่มจากผู้ใหญ่ภายในบ้านก่อน ลดความเสี่ยงต่อการติดโรคด้วยการงดออกไปในสถานที่ต่างๆ หากต้องออกไป ควรใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง เว้นระยะห่าง 1-2 เมตรเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมูก น้ำลายกระเด็นใส่ นอกจากนี้ยังควรงดการใช้ภาชนะร่วมกันภายในบ้าน และที่สำคัญผู้ใหญ่ควรสอนให้เด็กรู้จักดูแลตัวเอง โดยสอนให้เด็กๆ มีความเข้าใจว่า ทุกครั้งที่จะสัมผัส ตา จมูก ปาก จะต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลก่อน แค่นี้คุณก็จะดูแลลูกของคุณให้ห่างไกลเชื้อได้อย่างแน่นอน

 

“วันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ”

วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติที่จัดตั้งโดยหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

              หลายคนอาจจะทราบกันดีว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมหรือโรคมะเร็งที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หลายคนกลัวและพยายามหลีกเลี่ยง

โรคมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น แท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น นั่นแสดงว่าสาเหตุที่คนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็ง มาจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งสิ้น ซึ่ง 3 อันดับแรกของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชายและเพศหญิงนั้น คือ

1.มะเร็งปอด ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดในประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ แต่จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ก็ยังถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยจำนวน ไม่น้อยมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม หากลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลงได้ อีกทั้งระมัดระวังอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง มันๆ ที่โดนความร้อนสูง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ค่อนข้างมาก

2.มะเร็งตับ สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดมาจากโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เพราะโรคนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการอะไร ทำให้คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบนั้น มีโอกาสที่จะเป็นตับแข็งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีประวัติครอบครัวเคยเป็นไวรัสตับอักเสบ ควรไปตรวจหาโรคไว้ก่อน

3.มะเร็งท่อน้ำดี มีสาเหตุมาจากพญาธิใบไม้ ซึ่งพญาธิใบไม้จะพบได้ในเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานของดิบ เช่น ปลาร้า ปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืด วิธีป้องกันนั้นง่ายกว่ามะเร็งชนิดอื่น คือแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ให้ปรุงสุกก่อนทุกครั้ง ก็สามารถป้องกันจากมะเร็งท่อน้ำดีได้

4.มะเร็งเต้านม ปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม มาจากการได้รับฮอร์โมนเพศหญิงในปริมาณมากเป็นเวลานาน เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตกสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรยาก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านพันธุกรรมอีกด้วย อย่างไรก็ตามมะเร็งเต้านมนั้นสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ โดยการใช้มือคลำ หรือไปตรวจที่โรงพยาบาล

5.มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากมดลูก เคยเป็นมะเร็งที่ผู้หญิงไทยเป็นเยอะที่สุด แต่ปัจจุบันมีจำนวนของผู้หญิงไทยที่เป็นโรคนี้ลดลง เพราะมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น ทำให้หลายคนเปิดใจ มีความกล้าที่จะไปตรวจมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ที่สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-12 ปี ซึ่งวัคซีนตัวนี้จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ในอนาคต

6.มะเร็งลำไส้ พบว่า คนที่รับประทานผัก ผลไม้ มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้น้อยกว่าคนที่ชอบรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด อย่างไรก็ตามคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจอุจจาระเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูว่ามีเลือดปนมากับอุจจาระหรือไม่ นอกจากการตรวจหาเลือดในอุจจาระแล้ว การส่องกล้องลำไส้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจหามะเร็งลำไส้ได้ดีอีกด้วย

 

 

พืชใกล้ตัวที่ควรปลูก : ว่านกันงู

หลายคนอาจจะเคยได้ยินต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมปลูกไว้รอบบ้าน นั่นคือ ต้นว่านงู โดยคุณประโยชน์คือการกันงูเข้าบ้านนั่นเอง

ว่านพญาลิ้นงู สรรพคุณแก้พิษ กันงูเข้าบ้าน

ว่านพญาลิ้นงู หรือว่านงู, ว่านเขี้ยวงู มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sp. อยู่ในวงศ์ AMARYLLIDACEAE

ลักษณะว่านพญาลิ้นงู เป็นไม้ล้มลุกที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน หัวจะมีลักษณะกลมคล้ายหอมหัวใหญ่ แต่รูปร่างยาวรีกว่า มีสีเขียวอ่อนปนขาว หากผ่าครึ่งออกมาจะเป็นกลีบแข็งสีขาวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้ายเกล็ดงู เนื้อในหัวมีสีเขียวอ่อน ต้นสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร

ใบของว่านพญาลิ้นงูเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกใบขึ้นมาจากหัวใต้ดิน ใบมีลักษณะคล้ายต้นหอม ต้นกระเทียม แต่ยาวกว่า ใบมีสีน้ำตาลแซมตอนปลายเล็กน้อย ปลายใบยาวคล้ายหางงู คือเรียวแหลมโค้งงอและตวัดขึ้น คนจึงมองว่าเหมือนปลายลิ้นงู ขอบใบเรียบ โคนใบตัดและสอบเรียว ไม่ปรากฏว่ามีดอก

หมอพื้นบ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาใช้ในการดูดพิษ ถอนพิษจากการถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ต่อ แตน โดยมีตำรับยาหลากหลาย เช่น ให้นำหัวว่านไปฝนกับน้ำมะนาว แล้วทาบริเวณที่ถูกกัดต่อย พิษจะหายทันที

หรือข้อมูลจากคุณจำรัส เซ็นนิล ที่เขียนไว้ในเว็บไซต์ jamrat.net ก็พบว่า มีผู้เคยนำว่านพญาลิ้นงู มาใช้รักษาพิษแมงป่องต่อย โดยนำหัวว่าน 2-3 หัว มาตำให้แหลก ผสมเหล้าขาว จำนวน 2 ช้อนแกง แล้วนำมาพอกแผล เพียงไม่กี่นาทีก็หายปวดอย่างน่าอัศจรรย์

ต้นลิ้นมังกรก็สามารถไล่งูได้เหมือนกัน และเป็นพืชชนิดที่ใกล้เคียงกัน ในแต่ละพื้นที่นั้นเลี้ยงคนละชื่อกันอีกด้วย