ลักษณะของครอบครัวจีน

ลักษณะของครอบครัวจีน

ลักษณะของครอบครัวจีน chinese family

จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และมีพื้นที่ของประเทศเท่ากับของสหรัฐอเมริกา ตลอดจนมีอารยธรรมที่ยืนยาวมาเป็นเวลานาน ก่อนปี ค.ศ. 1950 จีนมีระบบครอบครัว chinese family เป็นแบบสังคมประเพณี ซึ่งภายในครอบครัวมีความแตกต่าง 2 ด้าน คือ ความแตกต่างด้านชนชั้น และความแตกต่างด้านเพศ หญิงมีสถานภาพต่ำมากในครอบครัว

ระบบครอบครัวของจีน chinese family  ในอดีต เป็นอย่างไร

เป็นระบบที่ยึดมั่นในโคตรตระกูลตนเอง เน้นการเคารพ เชื่อฟัง กตัญญูรู้คุณผู้ใหญ่ หรือพ่อแม่ สมาชิกภายในโคตรตระกูลจะมีความจงรักภักดีต่อโคตรตระกูลมากกว่าสังคมภายนอก โดยผ่านกระบวนการการอบรมขัดเกลาภายในครอบครัว หญิงมีสถานภาพต่ำ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาย ตั้งแต่เกิดหญิงจะต้องอยู่ภายใต้การดูแล เชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อ เมื่อเธอแต่งงานเธอจะต้องอยู่ภายใต้การดู

แลบงการจากสามีและเมื่อสามีตาย เธอจะต้องอยู่ภายใต้การดูแล เชื่อฟัง ลูกชาย

 ดังนั้น เด็กทารกผู้หญิงจึงถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในครอบครัวชาวนายากจน แต่เด็กผู้หญิงจะมีค่าเมื่อเธอแต่งงาน พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะได้รับค่าสินสอดตอบแทนจากการเลี้ยงลูกสาวจนถึงวันแต่งงาน เพราะเมื่อลูกสาวแต่งงานไป เธอจะตัดขาดจากครอบครัวไปเป็นสมบัติของครอบครัวสามี จึงการสมรสหรือการแต่งงาน หญิงก็มิได้มีสิทธิที่จะเลือกคู่หรือตัดสินใจ ทุกอย่างจะถูกจัดการโดยพ่อแม่โดยผ่านทางแม่สื่อ การสมรสจะสมรสกับคนแซ่เดียวกันไม่ได้ ซึ่งในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะเป็นแช่เดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ผู้ดี ปัญญาชน หรือชาวนา เกิดจาก การเลือกคู่นอกกลุ่ม เมื่อสมรสแล้ว หญิงจะต้องออกจากบ้าน จากชุมชนไปอยู่กับครอบครัวหรือชุมชนของสามี ซึ่งหญิงสาวจะได้พบเจ้าบ่าวก็ต่อเมื่อวันสมรส

 

การสืบเชื้อสายจะสืบทางเพศชาย ที่อยู่อาศัยภายหลังการสมรสเป็นแบบไหน

เป็นแบบ Patilocal เพศรายจะมีอำนาจภายในครอบครัว การสมรสเป็นแบบชาย 1 คน มีภรรยาได้มากกว่า 1 คน โดยภรรยาหลวง (ใหญ่) จะรับผิดชอบดูแลลูกชายคนแรกของโคตรตระกูลไม่ว่าจะเกิดจาการชายาคนใดก็ตาม ในชนชั้นผู้ดี 

ภรรยาหลวงอาจจะเป็นผู้หาภรยาน้อยให้แก่สามีได้ ส่วนสตรีจะมีสามีได้เพียงคนเดียว เมื่อสามีตาย เธอก็ไม่สามารถแต่งงานใหม่ได้ เธอยังคงต้องอยู่รับใช้ภายในโคตรตระกูลของสามี และแม่สามีอาจจะขายเธอไปได้ความมีสถานภาพต่ำของสตรีดูได้จากประเพณี การมัดเท้าเด็กหญิงตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้เหลือความยาวเพียงแค่ 3 นิ้ว จากหัวนิ้วโป้งไปถึงส้นเท้า

 ซึ่งถือว่าเป็นความงามและดึงดูดใจทางเพศต่อเพศชาย แต่ในความเป็นจริงก็คือ การจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้หญิงนั้นเอง เป็นที่นิยมมากในกลุ่มชนชั้นสูง Margaret Wof โดยนักมานุษยวิทยา ศึกษาพบว่า หญิงถูกกดดันมากจากครอบครัวตนเอง ถ้าไม่มีคนมาสู่ขอและไม่สามารถเลือกคู่ได้เอง เมื่อสมรสไปอยู่กับครอบครัวของสามี จึงต้องปรับตัวและถูกกคต้นจากครอบครัวของสามีเช่นกัน เมื่อเธอไม่สามารถแก้ไขหรือปรับตัวได้การฆ่าตัวตายจะเป็นทางออกที่สังคมยอมรับ จึงทำให้สังคมจีนในอดีตมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง

จะเห็นได้ว่า ระบบโคตรตระกูลของจีนในอดีตมีความแข็งแรงเหนียวแน่นของระบบความสัมพันธ์ภายใน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสูง เนื้ การยึดมั่นในบรรพบุรุษเดียวกัน ตลอดจนความเชื่อในลัทธิชงจื้อที่เน้นความชื่อสัตย์ กตัญญู จงรักภักดีและเชื่อฟังผู้อาวุโสและโคตรตระกูล จนส่งผลกระทบต่อการปกครองของประเทศ ถ้าคำสั่งของรัฐขัดแย้งกับโคตรตระกูล ก็จะไม่ได้รับความสนใจปฏิบัติตาม

หลังปี 1949 ระบบคอมมิวนิสต์ได้เข้าปกครองประเทศจีน และพบว่าระบบโคตรตระกูลของจีนประเหณี  เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากเพศหญิงซึ่งมีประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดไม่ได้เป็นแรงงานในเชิงเศรษฐกิจ แต่ละโคตรตระกูลจะผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น รัฐบาลจึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงสังคมโดยการสร้างกฎหมายครอบครัวขึ้นมาโดยเฉพาะแยกจากกฎหมายอื่น ๆ จุดประสงค์เพื่อทำลายความผูกพันแบบโคตรตระกูลนิยม (clanism) ไปสู่ความรู้สึกชาตินิยม (nationalism)  เหมือนกับประเทศอื่น ๆ 

จะได้พัฒนาด้านอื่น ๆ ของสังคมได้ จะเห็นได้ว่า จีนแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่ ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี แต่จีนรัฐบาลเริ่มการเปลี่ย ยนแปลงในระบบครอบครัวก่อนจึงจะนำไปสู่การพัฒนาด้านอื่น ๆ ตามมา

 โดยรัฐบาลได้ออกกฎหมาย “Marriage Law’ ในปี 1950 และมีการปรับปรุงเพิ่มเติม ในปี ค.ศ. 1980 (Eshleman, 1994)การเปลี่ยนแปลงในระบบครอบครัวอันเป็นผลมาจากกฎหมายการสมรส ในปี 1950 และ 1980 ได้แก่ 

1.งานสมรสจะต้องเกิดจากการเลือกคู่ด้วยตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากพ่อแม่ แต่ในชนบทเกิดความชัดแย้งระหว่างพ่ อแม่กับลูก เนื่องจากพ่อแม่ยังนิยมประเพณีเดิม โดยเฉพาะพ่อแม่ฝ่ายหญิงยัต้องการค่าน้ำนมและสินสอด เพราะได้เลี้ยงลูกสาวมาจนแต่งงาน

  1. เมื่ออายุเมื่อแรกสมรสของหนุ่มสาวช้าลง จากพ่อแม่จัดการตั้งแต่ลูกยังอายุน้อย ๆ โดยกฎหมายกำหนดให้หญิงสมรสได้เมื่ออายุ 18 ปี และชายอาย 20 ปี
  2. รูปแบบของสมรสกำหนดให้เป็นแบบ monogamy แทน polygyny ในอดีต
  3. ขนาดของครอบครัวเล็กลง โดยเฉพาะในเมืองแต่ละครอบครัวถูกกำหนดให้มีลูกได้แค่ 1 คน ส่วนในชนบทอนุญาตให้มีได้ 2 คน ในกรณีที่ลูกคนแรกพิการ
  4. สตรีเป็นจำนวนมากได้ออกทำงานนอกบ้าน แทนการอยู่บ้านเลี้ยงลูกดูแลบ้าน ทำให้สตรีมีความมั่นในตนเอง และเบินอิสระมากขึ้น

6.หน้าที่การดูแลเด็ก เป็นหน้าที่ของสถานเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาลซึ่งรัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับเป็นจำนวนมาก ในเมือง ชนส่วนมากจะรับประทานอาหารที่ทำงานก่อนกลับบ้าน ทำให้บ้านมีขนาดเล็กลงมาก

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม คลิกที่นี่

หรือ ที่นี่

Default